มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มพส

ข่าวสารและกิจกรรม

ข่าวทั่วไป

บทความ

บทความ

การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากตาราง I-O

              ตาราง I-O คือตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input Output Table)จัดทำโดยสำนักงานบัญชีประชาชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นตารางสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายรัฐต่อตัวแปรเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 400 บาทต่อวัน หรือการประกันราคาข้าวเปลือกเป็น 15,000 บาทต่อตัน เป็นต้น นโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะคำนวณเป็นตัวเงินออกมาอย่างชัดเจน ทำให้รัฐได้ทราบผลดีผลเสียและนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม ในตัวตาราง I-O จึงประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีรายละเอียดของโครงสร้างการผลิตและผลผลิตของสาขาเศรษฐกิจต่างๆ ครอบคลุมระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างครบถ้วน ปัจจุบันตาราง I-O กำหนดสาขาการผลิตไว้ 180 สาขา ซึ่งสามารถดูได้ในเว็บไซต์ของสภาพัฒน์

        การนำตาราง I-O มาใช้กับงานศึกษาอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสาขาการผลิตที่ไม่ได้ระบุใน 180 สาขาอย่างชัดเจน งานศึกษานั้นจะต้องเพิ่มสาขาการผลิตนั้นในตาราง I-O และต้องออกสำรวจข้อมูลโครงสร้างการผลิตของสาขาการผลิตนั้นอย่างละเอียด จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลตามรูปแบบของตาราง I-O แล้วนำมาใส่ในตาราง I-O ในกรณีนี้ เป็นงานศึกษาพลังงานทดแทนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใด ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติจริงหรือ และคุ้มหรือไม่ที่ต้องมีพลังงานทดแทนในเมื่อยังมีพลังงานฟอสซิลอยู่มากมายซึ่งหาได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำกว่าด้วย งานศึกษานี้ได้เพิ่มสาขาพลังงานทดแทนเข้าไปในตาราง I-O ทั้งหมด 13 สาขาย่อย ได้แก่ สาขาพลังงานดั้งเดิมแยกเป็นฟืนและถ่าน สาขาไฟฟ้าแยกเป็นแสงอาทิตย์ ชีวมวล ขยะ น้ำเสีย ลม พลังน้ำขนาดเล็กและอื่นๆ เช่น แบล็คลิเคอร์ สาขาความร้อนแยกเป็น แสงอาทิตย์ ชีวมวล และสาขาเชื้อเพลิงชีวภาพแยกเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล เมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจผู้ประกอบการใน 13 สาขาย่อย จะได้ตาราง I-O ใหม่ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลกระทบระบบเศรษฐกิจจากพลังงานทดแทนได้ ตาราง I-O นี้เรียกว่าตาราง REPTIO (Renewable Energy Power and Thermal Input Output Table) ปัจจุบันตาราง REPTIO อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)

              มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) ได้ขออนุญาต พพ. นำตาราง REPTIO มาวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยจากพลังงานทดแทน โดยนำข้อมูลการผลิตพลังงานทดแทนในปี พ.ศ. 2560 และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยซึ่งได้จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2560 มาใช้ในการวิเคราะห์ ทำให้เห็นหลายสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้

ตารางที่ 1 แสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทน

จากตารางที่ 1 พอสรุปสาระสำคัญที่ได้จากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนในปี พ.ศ. 2560 ดังนี้

          1. สร้างมูลค่าเพิ่มรวม (GDP) ได้ 118,738 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.77 ของ GDP ประเทศ
         2. กระจายรายได้หรือ GDP จำนวนข้างต้นไปสู่สาขาการเกษตร อุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 5.4 และ 7.8 ตามลำดับ โดยมาจากภาคการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเป็นหลักเนื่องจากเกษตรกรมีรายได้จากการนำแกลบ ใบอ้อย ทลายปาล์ม เศษไม้ และอื่นๆ มาขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวล

          3. เกิดการจ้างงาน 214,329 คน ทำให้เกิดรายได้รวม 50,266 ล้านบาทหรือประมาณ 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมาจากภาคการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเป็นหลัก รองลงมาจากภาคการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

         4. ข้อที่น่าสนใจของการวิเคราะห์โดยใช้ตาราง I-O อีกแง่มุมหนึ่งคือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเกือบทุกสาขามีการอุดหนุนทางการเงินยกเว้นการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่ โดยมีการอุดหนุนรวมทั้งสิ้น 55,319 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้นจริงจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้าของภาครัฐให้กับ
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเหล่านี้

          เพื่อให้ทราบผลดีและผลเสียจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเปรียบเทียบกับการใช้เพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) ในปี พ.ศ. 2560 ที่ 2.4648 บาทต่อหน่วย นำมาผลิตไฟฟ้าทดแทนปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานทดแทนซึ่งมีปริมาณทั้งสิ้น 29,019.80 ล้านหน่วย จะได้ผลกระทบตามตารางท้ายนี้

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงฟอสซิล

จากตารางที่ 2 สามารถสรุปได้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมากกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (ยังไม่คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม) และหากพิจารณาเป็นรายสาขาเศรษฐกิจพบว่าเป็นประโยชน์เกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ดังนี้

          1. สร้างมูลค่าเพิ่มรวม (GDP) มากกว่าเป็นเงิน 62,092 ล้านบาท
          2. สร้างรายได้ให้กับสาขาการเกษตรมากกว่าเป็นเงิน 6,114 ล้านบาท

          3. สร้างรายได้ให้กับสาขาอุตสาหกรรมน้อยกว่าเป็นเงิน 16,666 ล้านบาท เป็นสาขาเดียวที่การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้เปรียบเพราะรายได้กระจายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน

          4. มีการจ้างงานมากกว่าเป็นจำนวน 97,379 คน และทำให้เกิดรายได้มากกว่าเป็นเงิน 33,880 ล้านบาท
       5. การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสร้างรายได้ให้กับรัฐในรูปแบบภาษีทางอ้อมเป็นเงิน 10,010 ล้านบาท ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 55,769 ล้านบาท
ข้อนี้ดูแล้วการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอาจเสียเปรียบ แต่หากคำนึงถึงมูลค่าเพิ่มโดยรวมของประเทศแล้วการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้สร้างมูลค่าเพิ่มหรือ GDP มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเงิน 62,092 ล้านบาทซึ่งสามารถอธิบายได้ในเชิงโครงสร้างของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยคือ การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจำเป็นต้องนำเข้าเชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ที่เป็นต้นทุนหลักและมีมูลค่าสูง ซึ่งการนำเข้านั้นถือเป็นส่วนรั่วไหล (Leakage) ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงสร้างมูลค่าเพิ่มหรือ GDP ได้น้อยเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่แทบไม่มีการนำเข้าเลย โดยการใช้วัตถุดิบในประเทศถือเป็นการสร้างตัวทวี (Multiplier) ในระบบการผลิตของประเทศ




 

Copyright © 2011 Energy For Environment Foundation. All right reserved.
99/305 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ +66 2953 9881-4 โทรสาร +66 2953 9885 E-mail : efe@efe.or.th